| WACHAREE's profileNoIsY NoYPhotosBlogLists | Help |
|
June 30 อากาศอำมหิตจะเรียนจบอีกห้าอาทิตย์ข้างหน้านี้ แต่แม่และพี่ๆบอกว่าให้หางานทำที่นี่ดีกว่า กับไปก้ไม่มีไรทำ เศรษฐกิจมันตกสะเก็ด หาไปก็ได้เงินเดือนไม่ดี
เลยถามเพื่อนที่นี่ว่า เจ้านายรับสมัครแม่บ้านหรือเมียน้อยป่าว จะได้ไปสมัครแล้วลองทำดู (เหอๆๆๆ แซวเล่นนะ)
เมื่อวานไม่รู้ถนนมันเป็นบ้าอะไรรถติดสุดๆๆ เข้าไปในดาวทาว กะ(อี)จาเรด กว่าจะหลุดกลับมาบ้านได้นี่ เป็นชั่วโมงๆ ครับพี่น้อง
ดิฉันก็เป็นผู้โดยสารที่ดี หลับมาตลอดทาง อากาศก็ร้อนๆๆสุดๆๆ เมืองไทยเราร้อนมากแต่ยังดีที่ไม่แห้ง ที่นี่ร้อนกว่า แถวยังอากาศแห้งสุดๆๆ
แดดแรงมาก แบบดูแล้วเข้าใจอารมณ์ในหนังเลยอ่ะ เวลาผีโดนข้าวสารเสกอ่ะ แล้วปวดแสบปวดร้อนอ่ะ
พูดถึงฝรั่งอีกรอบ ก็เสือกๆเหมือนเราๆนี่แหละ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปดาวทาว ขับๆไปก้งงว่าทำไมรถติดซะขนาดนี้ สรุปว่า มีรถชนกันข้างทาง แล้วพี่แก
หัวทอง หัวน้ำตาล ทั้งหลายก็ชะลอ ดูกันทุกคัน ติดยาวเป็นกิโล แต่ไม่มีฝรั่งมุงนะ เพราะบนฟรี่เวย์มั้งเลยมุงไม่ได้ก็ขำๆไปอีกแบบ
เล่าเรื่องที่ว่าฝรั่งชอบพูดสรุปกันไปกันมา แต่พูดเรื่องเดียวกันในห้อง ให้จาเรดฟัง มันก็ดั๊นไปนั่งสังเกตในห้องเรียนมัน
มันบอกว่าที่ชั้นบอกนี่จริงๆด้วยว่ะ มันบอกว่าทำให้มันไม่ค่อยอยากยกมือในห้องแล้วอ่ะ เหอๆๆๆๆ
ได้ข่าวว่าเอ็มจะแต่งงานแล้วเหรอ เร็วๆนี้นี่นา
เหอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แซววเล่นนะ เด๋วนังเอ็มฆ่ากู June 27 อาชีพในฝันขอเมาท์นิดนึง วันนี้ไปเติมน้ำมันมา แล้วระหว่างที่เติม (ที่นี่ต้องเติมเอง) เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นี่เป็นอาชีพในฝันกรูนี่หว่า
จำได้เลย ตอนเด็กๆเวลานั่งรถไปแล้วเข้าป๊มน้ำมัน รู้สึกว่าเด็กปั๊มเท่ห์โคตร เคยป็นป่ะ บอกๆกันหน่อยดิ ว่าอาชีพในฝันแกๆทั้งหลายคืออะไร (ไม่ต้องเขิลหรอก) กูยังอยาเป็นเด็กปั๊มเลย June 25 ได้เวลาอัพเดทเกือบปีแล้วนะเนี่ยที่หยากใย่ ขึ้นสเปซชั้น ไม่ได้อัพเดทข่าว(คาว) ให้ใครฟังเลย
ก็เรื่อยๆว่ะ คือเรื่องมีอยู่กว่า กรู จะเรียนจบจากหุบเขาเหลียงซานแล้วอ่ะ ทำไมมันเร็วแบบนี้หว่า
จำได้ว่าเพิ่งมาเมื่อไม่กี่วันเองนี่นา ยังมองเห็นกวางวิ่งไปวิ่งมาอยู่เลย
นับไปอีกหกอาทิตย์ ชั้นก็จะเซย์บายกะโรงเรียนหุบเขาแล้วเหรอนี่
เมื่อเดือนที่แล้วเป็นอะไรที่ อภิมหายุ่งที่สุดในชีวิตตั้งแต่เรียนมา (ถามไออุ๊กได้) อุ๊กมาอยู่ด้วยกันอาทิตย์นึง
ไม่ได้ไปเที่ยวกับชีเลย มีแต่ไปส่งแล้วนัดเวลาไปรับ เพราะเจ๊ยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาเมาท์
อะไร อะไร เปลี่ยนไปเยอะ ตอนนี้ก็โฉดสนิท กลับไปรบกวนเพื่อนๆ หาผู้ชาย(พูดไทยได้) ไม่อยากมีปัญหาเรื่องภาษาว่ะ
ฝรั่งแหลงกันยากหลาว กิ๊กๆพอได้ แต่จริงจังนี่แหลงกันลำบาก
สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด คือ หุ่นกูนี่แหละ หรือไม่ก็เครื่องซักผ้าที่นี่มันไม่ดี ซักแล้วเสื้อกางเกงหดหมดเลย ยัดไม่ค่อยลง หลังๆนี้
ที่เรียนเหรอ ก็เรียนมั่วๆมาจนเกือบจะจบ ได้เกรดดีๆห่วยๆปนๆกันไป
และก็ฝรั่งก็เหมือนเดิม ชอบยกมือตอบไร้สาระในคาบ คนแรกพูดเหมือนหนังสือเป๊ะ คนที่สองก็สรุปที่คนแรกพูด คนที่สามก็สรุปที่คนที่สองพูด
แล้วอาจารย์ก็ชมว่าพูดได้ดี (กูละเชื่อเลยฝรั่งนี่อ่ะ) ชอบแข่งกันยกนะเหมือนทำแต้มอ่ะ ใครยกมากกว่า ซึ่งกูแทบจะไม่ยกเลย เพราะกูไม่อยากดูงี่เง่า
พูดวนกันไปวนกันมา คิดไปคิดมาก็ขำดีอ่ะ ฟังฝรั่งวกไปวนมา
อีกเรื่องกูละเบื่อวิชาเซลล์ อาจารย์ทำเป็นบอกงคลาสนี้นะง่ายๆอ่ะ แม่งเกรดออกมาอยากจะบ้าตาย
อาจารย์ทำมาเป็นเทวดาตอนสอนในคาบ แต่จริงๆแล้วคือเดวิลนี่เอง
พูดแล้วเซ็ง ไปดีกว่า มีสอบอีกพร่งนี้
ปล. พรุ่งนี้มีเรียน มาร์เก็ตรีเสริ์ช อาจารย์คนที่สอนชื่อคาเรน พี่แกมีความสามารถพิเศษ เวลาสอนเหมือนเดินแคทวอร์ก มือไม้องเอว บิดไปหมด
แต่ว่า พี่บิ๊กเมาท์ให้ฟังว่าพี่แกนิสัยดี ตัดเกรดไม่ยาก (แต่เวลาไปให้แกอธิบายเค้าก็ดีนะ) แต่กลับมาเป็นเดวิลทีหลังอ่ะดิ
August 31 หน้าเริ่มมีรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรการมาเรียนโรงเรียนหุบเขานี่ สร้างความแก่ชราให้กับตัวเอง พอสมควร เพราะเดี๊ยนแสลนเอง ไม่เช็กโปรแกรมการเรียนให้ดีก่อน ถึงได้รู้ว่าเทอมนี้กูต้องเรียน เก้าวิชาเลยเหรอนี่ โอ้วแม่เจ้า เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เรียนอะไรกันนักหนา ตอนแรก นึกว่าเรียนโท แล้วจะชิวๆๆมีเวลาว่าง ไปโน่นไปนี่ สรุปว่า การเรียนสัปดาห์ละสี่วันนี่ หนัก เชี่ยๆๆ คือที่นี่มันแบ่งเป็นสองเทอมเล็กในหนึ่งเทอมใหญ่ เรียนเทอมเล็กเจ็ดสัปดาห์ แล้วพักหนึ่งสัปดาห์ (อย่าเรียกว่าพักเลย สรุปว่ามันให้เราไปทำห่าอะไรสักอย่างช่วงนั้นด้วยอ่ะ) แล้วเรียนเทอมเล็กครั้งละห้าวิชา ซึ่งถือว่าหนักเชี่ยๆ เพราะว่ากูต้องปั่นรายงานแบบไม่หนาแต่ต้องหาข้อมูลแน่นปึ๊ก ด้วยภาษาที่ไม่แข็งแรงเพียงพอของกรูเอง ทำให้เวลาอยู่ในห้องพวก หัวทองก็แย่งกันตอบ อย่างกะไม่เคยพูดกันมาก่อน ยิ่งสร้างความกดดันให้หัวดำอย่างแรง บทเรียนที่เค้าสอนไม่ได้ยากไปกว่าเรียนป.ตรีเลยนะ แต่การมีส่วนร่วมในห้องนี่ กูตกแน่ๆๆ แย่งมันพูดไม่ทัน เมื่อวานเซ็งจัดเลยโทรไปปรึกษาพี่บิ๊ก (รุ่นพี่ที่นี่$) พี่บิ๊กถามว่ากี่เปอร์เซนต์คะแนนมีส่วนร่วมพอเราบอกไปพี่บิ๊กบอกช่างมันเหอะ ฮ่าๆๆๆ พี่บิ๊กบอกพี่ก้ไม่ได้มีส่วนร่วมกะเค้าเลย ตอนมาใหม่ๆ ตอนแรกว่าจะสอบให้ได้คะแนนดีๆสักหน่อย แต่ตอนนี้กูเปลี่ยนความคิด เนื่องมาจากให้นิวเพื่อนร๊าก มันบอกว่า แม่งมาเรียนมึงจะเอาอะไรนักหนา ทำชีวิตให้มีหรรษาร่าเริงสมกับความเปรตที่มึงมีหน่อย เลยเริ่มรู้สึกตัวแร่ะ ว่าชั้นเครียดกะชีวิตไปจริงๆด้วยแหละ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากนี้ไป หนุกแน่ๆๆ แล้วค่อยมาเมาท์ใหม่ เด๋วมีสอบอีก ยังไม่ได้เปิดคลาสเลย คาบแรก ให้กูสอบแล้ว อ่านเกือบทั้งเล่ม (หาใช่จะรู้เรื่องไม่ ศัพท์เทคนิคทั้งนั้น) August 24 วันนี้จะไปค่ายว่ะนี่นึกอยู่ตลอดเวลาว่า จากการจบมาจากโรงเรียนธิดานุเคราะห์ กูได้ลาขาดจากการเข้าค่ายสักที แต่นี่อะไรว่ะ กูมาอยู่โรงเรียนหุบเขาแล้ว ยังให้กูไปเข้าค่ายบนเขาอีก โอ้ว แม่เจ้า แต่อาจจะน่าสนุกก็ได้ว่ะ (เพื่อนกูบอกว่าแล้วแต่ดวงว่ะ ว่าใครจะซวยได้ที่พักห่วยแตก หรือใครจะดวงดี ได้ที่พักอย่างหรู) แล้วกูก็เริ่มรู้ชะตากรรมตัวเองแร่ะ ว่าดวงเคยดีกะชาวบ้านซะที่ไหน ขอฟันธงเลยว่ากูได้ห้องห่วยแน่ๆช่วงนี้จิตตกมาก เพราะมีคนมาทักว่าให้ทำบุญทำทานบ้าง เพราะเบญจเพสแล้ว ซึ่งอยู่ในหุบเขา ทำให้ไม่สะดวกในการไปทำบุญ เลยใช้วิธีสวดมนต์เอา(หลังจากไม่ได้สวดมาตั้งแต่ขึ้นม.หนึ่ง) ก็คิดแค่ว่าถ้าเราไม่ได้คิดร้ายกับคนอื่นก็น่าจะช่วยให้ใจเราสบายแค่นั้นก็น่าจะดีขึ้นนะช่วงนี้คุยกะพี่ฟอร์ดบ่อยมาก จากที่บ่อยอยู่แล้ว ถี่ขึ้นไปอีก (หรือว่าเพราะกูเซ็งจัดด้วยมั้ง) เลยได้คุยกะอี๊ด้วย(แม่พี่ฟอร์ด) ก็ดีนะ คุยกะคนที่ผ่านอะไรกะชีวิตมาเยอะ ก็ได้มองอีกหลายๆมุมดีนะ แล้วพี่แกเลยสอนทำกับข้าวไปในตัว เพราะคุณวัชก็ทำกับข้าวเป็นกะเค้าที่ไหนล่ะ ทำได้นะ แต่รสชาติไม่ได้เรื่องอย่างแรง อี๊เลยสอนวิธีการปรุงรสอ่ะ อันนี้อาจจะเป็นที่รสมือจริงๆนะ ทั้งๆที่ทำตามที่บอกเด๊ะ แต่ไม่ยักกะอร่อย สักพักคงชินในรสมือตัวเองแน่ๆ แหะๆๆๆๆ วันนี้มาบ่นแค่นี้ก่อน ไว้กลับจากค่ายบนเขาจะมาเล่าเพิ่มว่ามีไรเด็ดๆเกิดขึ้นบ้างAugust 16 LiVE & LeARNเมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียม.....หัวใจ
ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน
เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามา ก็มีเลิกไป
มีสุขสม มีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน
อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน เติมความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กะสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
สุขก็เตรียมไว้ ว่าความทุกข์ คงตามมาอีกไม่ไกล
จะได้รับความจริงเมื่อต้องเจ็บปวดไว้ ฮื๊อ ฮือ+++++
.........สิ่งที่คนเราชอบมองที่สุด คือมองว่าปัญหาที่ตัวเองเผชิญเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในโลกใบนี้แล้ว แต่น้อยคนนักที่จะมองในมุมกลับกันว่า คนรอบข้างเราหรือคนที่เราไม่รู้จัก เค้ามีปัญหาหนักกว่าเรามากแค่ไหน ตอนฟังและรู้จักเพลงนี้ครั้งแรก เพราะนังตู่นี่แหละที่บอกมาว่าเพราะมาก ฟังแล้วได้อะไรเยอะจากน้ำเสียงคนร้อง (ป้ากมลา) จากที่เคยดูสัมภาษณ์แกบอกว่าที่แกร้องเพลงนี้ได้อย่างลึกซึ้ง เพราะแกผ่านอะไรในชีวิตมาเยอะ จนแกรู้ว่าทุกอย่างมีทางออก เพียงแต่มีสติ กับทุกสิ่งที่เราทำ เราก็คิดต่อยอดว่าเราเองแต่ละคนก็แค่มนุษย์ตัวเล็กๆนิดเดียวจะมีอะไรกันนักหนากะชีวิต เราอาจจะเคยทำผิดพลาดในชีวิตไปบ้างหลายๆอย่าง หรืออาจจะผ่านช่วงเวลาวิกฤตมาเยอะแยะมากมาย แต่นั่นคืออะไรล่ะ คือบทเรียนของชีวิตที่เราต้องเรียนรู้มันไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบ เพราะชีวิตคือชีวิตนี่เอง ไม่มีวันเรียนจบหรอก แต่เราจะให้แก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดไปมันคงทำไม่ได้ ถ้าสิ่งนั้นมันผ่านมาแล้ว ทำได้แค่ยอมรับกะสิ่งที่เกิดขึ้น และจะไม่ทำให้เกิดขึ้นอีก .............. August 05 แดนซ์กระจายด้วยความเมาเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวานเป็นคืนวันศุกร์ คุณวัชแอนด์เดอะแก๊งค์ และเพื่อนร่วมคลาสได้ไปแดนซ์กระจายกันมา ตามคำแนะนำของเพื่อนปิ๋มนั่นเอง เราไปกันประมาณเกินยี่สิบคน โดยประมาณ มีเด็กนอกสังกัดคือพี่นิวกะเจ้าแนตตี้ (ผู้ชาย) เด็ก เอสซีไปกะเราด้วย แบบโดนบังคับไปแบบไม่ค่อยเต็มใจด้วยน้ำเสียงอำมหิตของข้าพเจ้าเอง พี่นิวบอกว่าที่ไม่อยากไปเพราะกลัวว่าไปแล้วต้องกลับตอนเลิกทุกที เพราะติดพัน พอก้าวเข้าไปแรกๆ ทุกคนยังเกร็งๆไม่กล้าเต้นแดนซ์กันมากนะ และรอๆเพื่อนนานาชาติรวมญาติทั้งหลายมากันก่อน พอกลุ่มเราเริ่มใหญ่ขึ้น แอลกอฮลล์เข้าปากมากขึ้น ท่าทางเราก็พลิ้วไหวกันยิ่งขึ้น โดยเฉพาะยัยขวัญ น้องนุชสุดท้องประจำกลุ่มนี่เอง น้องขวัญคนสวยของเราเริ่มกรึ่มๆจนเกือบเมาเธอก็แดนซ์ได้ใจทุกคนไปครองและดิฮั้นก็ต้องแดนซ์จนฟลอร์จะพังไปด้วย เพราะต้องคอยเป็นดูว่าชีโอเครึป่าว และหลังจากนั้นชั้นก็เริ่มที่จะเมา เต้นจนเพื่อนคงงงว่าอีบ้านี่ มันตายอดตายอยากหรือว่าเก็บกดอะไรมารึป่าว ก็คนเพิ่งได้ออกจากดอยมานี่หว่า เลยต้องใช้ชิวิตให้คุ้นก่อน แลสักพักใหญ่ๆเริ่มที่จะส่างเหงื่อไหลไคลย้อยกัน แล้วก็บาร์ใกล้เลิก จึงแยกย้ายกัน กลับบ้าน และก่อนกลับก็โรคจิตเหมือนเดิม เมาแล้วอันธพาลปากเสียเหมือนเดิมเด๊ะแถมมีอารมณ์ประสาทหน้างอเหมือนเดิม จนไอปิ๋มงง ถามว่าเจ๊เป็นไรว่ะ โกรธไรชั้นป่าวนี่อ่ะ ฮ่าๆๆๆ อ้อ อีกเรื่องที่ต้องเมาท์คือ ตอนนี้ชั้นตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะลดน้ำหนักด้วย เพราะพอมีคนมาเห็นรูปทุกคนบอกว่า วัชเอ๊ยยยย ทำไมอ้วนเอี้ยแบบนี้ แต่ก่อนมึงสลิมกว่านี้มากเลยนะ ลดน้ำหนักซะเถิด หน้ามันบานจนจะเต็มกล้องอยู่แล้วเวลาถ่ายรูปกะเพื่อนๆ พี่นิวเลยบอกว่าภายในสามเดือน ถ้าลดน้ำหนักได้เหลือ ห้าสิบห้า จะพาไปกินอะไรก็ได้ที่เราอยากกิน โฮะๆๆๆ โกลกูจะสำเร็จป่าวว่ะ$ แต่คิดว่าน่าจะได้กินข้าวฟรีแน่ๆๆ เหอๆๆๆ
August 02 ชั้นมาทำอะไรที่นี่นี่คือหัวข้อหลักๆ ของคนเราเวลาเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางว่า กรูมาทำอะไรที่นี่นี่อ่ะ สรุปคือมาเรียนไงนังโง่ ไม่น่าถามเล้ย เหอๆๆๆๆๆ ชั้นรู้สึกนิดๆว่าการมาอยู่บนภูเขานี่อ่ะ ทำให้ได้อะไรรสชาติไปอีกแบบ คือการทำใจที่จะอยู่หรือง่ายๆก็คล้ายกับการลาบวชนี่เอง เพราะทุกอย่างช่างห่างไกลและถูกตัดออกจากโลกภายนอกจริงๆ เหมือนกะที่เพือนชั้นบอกว่าอยู่นี่ไม่มีรถใช้ก็หมือนยูไม่มีขา เพราะระบบขนส่งช่างแย่ซะเนี่ยกะไร รสชัติเติ้ลมาชาติละคัน วันๆก็เจอกันถามแค่ว่า ทานข้าวยัง แล้วก้ยิ้ม แล้วก็ถามต่อว่าซื้อหนังสือที่อาจารย์ให้หายัง ทำให้ชั้นฉุกคิดเหมือนกะว่าการมาเรียนครั้งนี้เหมือนกะการมาเพิ่มประสบการณ์ความรู้ให้สมองแต่มาลดการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตรึป่าว หลายคนอาจจะมองว่า นี่คือการไร้สาระรึป่าวนี่อ่ะ แต่จริงๆมันอาจจะเป็นอีกมุมก็ได้นะ ลองคิดกันเองละกันนะ ไม่ขยายความต่อ มาอยู่ได้เกือบหนึ่งอาทิตย์ อาหารหลักก็จะเป็นอะไรก้ได้ที่ง่าย ไม่ต้องอร่อยแค่ประทังไม่ให้กระเพาะมันต่อว่า เพราะว่าถ้าจะกินไรในยูนี่อ่ะ คงต้องรออีกสามอาทิตย์ เนื่องจาก เค้าปิดกันหมด เพราะฉนั้นเวลาที่คุณได้มีโอกาสลงจากเขา กรุณาไปหาอะไรที่ชอบรับประทานและซื้อมาตุนให้ได้มากที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นการเดินลงเขาอาจจะทำให้คุณได้คิดอีกอย่างว่า กูอยู่ข้างบนก็ดีอยู่แล้ว จะถ่อสังขารเดินลงมาทำไมนี่อ่ะ เพราะขาขึ้นมันเหนื่อยมากนะจ๊ะ เจ๊คอร์นเฟอร์ม วันนี้ได้ตั้งต้นเดินไปเรียน ขอบอกว่าเหมือนได้ไปวิ่งลู่วิ่งมาหนึ่งชั่วโมง เพราะเป้นการเดินขึ้นดอย แต่ดีนะ รู้สึกว่าอากาศข้างบนมันสดชื่นกว่าข้างล่าง ได้สูดหายใจเต็มปอด ทำให้คิดได้ว่า ถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ จะมีโอกาสทำอะไรแบบนี้มั้ยน๊อ ก็คุ้มนะการลองอะไรใหม่ๆ พอเลิกเรียนเลยบอกเจ้าปิ๋มว่ะ เจ๊ไม่ไหวแล้ว เป็นคนดีมาสักระยะแล้ว มาตีไพ่กะกูหน่อยเหอะ เลยค่อยได้รสชาติชีวิตกับมาเพิ่มเติม แต่ตอนนี้เริ่มง่วงแล้ว ต้องขออนุญาติจบฉบับนี้แค่นี้นะค่ะท่านผู้อ่าน อย่าลืมคอมเมนต์กันมั่งล่ะ July 29 นี่ชั้นอยู่เมืองนอกหรือนอกเมืองกันแน่นี่อ่ะเรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนนี้สาวบ้านนอกได้มาเรียนต่อที่เมืองนอก ก่อนมาคุณจอยเพื่อนเลิฟได้บอกไว้แล้วว่าอยู่เมืองนี้ถ้าไม่ม่รถก็เหมือนมึงไม่มีขาเลยอ่ะ เพราะไปไหนไม่ได้ ซึ่งก็คือเรื่องจริงนี่เอง วันแรกทุกอย่างก็ยังโอเคอยู่ จากการที่ก่อนมา ได้ทำสวยไม่อยากมาอยู่เป็นสองสามวัน พอมาถึงเครื่องบินแตะสนามบินปั๊บ โอ้วมายก๊อด(ขอใช้นิดนึงตามแบบสาวมะกัน) สร้อยที่พระมารดาให้มาใส่ติดตัวนานมากแล้ว หายไปไหนว่ะ อันดับแรกคิดก่อนเลยว่า คนข้างๆจะขโมยของกรูตอนกรูหลับป่าวหว่า เพราะคนข้างๆ ชวนชั้นเมาท์อยู่นั่นแหละ ไม่ให้ชั้นนอน พอชั้นตาแข็งตัวเองดันหลับ (คนนี้เจ๊ไม่ได้อ่อยนะ เพราะแก่มากแล้ว) แต่ก็คิดว่าใครจะเอาไปว่ะสร้อยดำๆเส้นนึง ห้อยหยกเจ้าแม่อยู่ สรุปเลยอ๋อ เพราะคุณพี่สาวคนดีให้พระมาองค์นึงก่อนออกจากบ้าน แล้วคงติดตะขอไม่แน่น เลยหลุดไป แต่พระมารดาบอกว่าถือว่าฟาดเคราะห์ไป (ลูกอยู่ไกล เจ๊เลยไม่บ่นเรื่องของหาย ถ้าอยู่ใกล้โดนเป็นชุดแน่ๆเลยชั้น) พอมาถึง ก็เข็นรถออกมาด้วยใบหน้าอันแสนจะบูดเป็นตูด แถมเจ้ากรรมไม่เคยรู้จักกะคนที่จะมารับมาก่อนเลย รูปพี่นิวก็ไม่ได้หยิบมา แม่เจ้า เอาไงดีว่ะนี่ สรุปว่า พี่แกตะโกนเรียก เราก็แว่บไปเห็น(คนอื่น) ที่คิดว่าใช้ ก็งง เรียกกรูแล้วทำไมไม่เข้ามาว่ะ สรุปว่าคนที่เรียกเป็นอีกคน แป่ววววววววววววววววว
ตอนนี้มาถึงช็อตเด็ดที่ช็อกชั้นจริงๆ คือการได้มาเอากุญแจห้องพัก กะพี่นิว โอ้วแม่เจ้า ระหว่างทางที่นั่งรถมา นึกว่าชั้นนั่งอยู่บนถนนเพชรเกษม ทางไประนองชุมพร ทำไม ภูเขากะทะเลที่ฝาหรั่งบอกว่าสวยนักสวยหนา ช่างคล้ายกะหาดสมิหลา บ้านเฮา แม่เจ้า แล้วทำไมพี่นิวไม่มีท่าทีว่าจะจอดรถสักทีว่ะ ไกลมากกกกกกกกกกกกก สรุปว่า โรงเรียนที่ดิฮั้นจะมาทิ้งตัวอยู่และเรียนเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีนี่ คือที่นี่เองเหรอ หุบเขาเหลียงซานนี่เอง (นึกในใจตายๆแน่ๆเลยกู สมัครผิดที่ป่าวว่ะ) หลังจากตั้งสติได้ หันไปถามพี่นิวว่า ถ้าย้ายมหาลัยนี่ต้องทำเรื่องไงบ้างเหรอ พี่นิวก็ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีก็แค่พี่แกกดโทรศัพท์หาเพ่อนว่าโปรแกรมที่เพื่อนเขาเรียนอีกหมาลัยนึงอ่ะ เปิดรับอยู่รึป่าว หุหุหุ เรื่องๆวุ่นเพิ่งเริ่มต้นได้เพียงสองวัน แล้วข้าพเจ้าจะมาเล่าประสบการณ์นอกเมือง หนึ่งปีนี้อย่างต่อเนื่องในบล็อกเล็กๆๆ ของชั้นนี่แหละ อย่าลืมติดตามกันด้วย ไม่งั้นมีเคือง อิอิอิ ล้อเล่นจ้า คิดถึงทุกคนนะ จากนักเรียนประจำเขาเหลียงซาน
March 06 มาอัพเดท เรื่องของแม่ค้าจำเป็นตามคำเรียกร้องขอไอเอี้ยนิว ที่ว่าให้อัพเดทบล็อกได้แล้ว นั่งคิดสักพัก จะเขียนเรื่องไรดีว่ะ ตอนนี้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรคึกคักเป็นพิเศษ ยังคงขึ้นๆล่องๆ กทม กับ บ้านนานอก อยู่เรื่อยๆคิดไปคิดมาเรื่องที่พิเศษตอนนี้คือการเป็นแม่ค้าจำเป็น จนกลายมาเป็นแม่ค้าเต็มตัว จากที่นังตู่ชะนี เคยเมาท์ช้านไว้ว่าไปเฝ้าแผง(ขายปลา)ของพระมารดาอยู่เนืองๆ ซึ่งตอนนี้ช้านมีแผงโฮโซ เป็นของตนเอง ขายเสื้อยืดปนๆกะสายเดี่ยวสุดสวยราคาแสนจะถูกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ห้าสิบบาทเท่านั้น การขายครั้งแรก ไปกะพี่ฟอร์ด และมีนังตู่ตามไปสมทบ แถวหลังชินสาม กรูดันสแลนไปตั้งแต่ เก้าโมงเช้า นั่งหง่าวๆแล้วหง่าวอีก ไปตบแมงวันกะยุงอยู่พักใหญ่ๆ สิบเอ็ดโมงครึ่งนังตู่ตามมา ก็ยังเงียบอยู่เช่นเดิม จนนึกว่าจะขายไม่ได้สักตัวแล้น ไปๆมาๆ เวลาพีกทามมาถึง เที่ยงครึ่ง (ต้องเที่ยงครึ่งเท่านั้น) ลูกค้ากรูกันเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนของกรูนี่แหละ ว่าเสื้อยืดใส่เล่นๆๆ สองตัวร้อย เรียงคิวกันเข้ามาเลย พี่ฟอร์ดบอกว่าได้ยินไปทั้งซอย แม่พี่ฟอร์ดมาแอบดู บอกว่าเสียงวัชดังมากกกกกกกกกก สรุปไปว่าวันแรก ปิดร้านเวลาบ่ายโมงสี่สิบห้านาที สรุปยอดขายไปที่ห้าสิบสองตัว คุ้มค่ากะการนั่งตบแมงวัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มตะลอนทัวร์กันไปหาดใหญ่ (ผู้ชายไปด้วย) คราวนี้เราไปเปิดการขายที่หน้าแผงขายปลา ของพระมารดา (ขายแบบเงียบๆ วางไว้อย่างเีดียว) ยอดขายเป็นไปได้สวย โดยไม่ต้องเจ็บคอ เฉลี่ยออกวันละสิบตัว แต่เราคิดกันไว้ว่ามันยังไม่คุ้ม เราเลยเดินสายต่อ ไปที่ตลาดหาดใหญ่ใน โดยเจ้าถิ่น นางสาวศศิกานต์ งามสนะ หรือนังเอ็มเป็นผู้พาข้าพเจ้าเข้าไปตะโกนลั่นตลาด ว่าสองตัวร้อยสี่สิบๆๆๆ (โก่งราคาที่สุด เหอๆๆๆ) สรุปว่าเราก็ขายกันไม่ได้ในช่วงเวลาแรกอีกเหมือนเดิม เพราะอีตาฟอร์ดเล่นมากดกริ่งบ้านเราตั้งแต่ ตีห้า เรียกเรากะจุกไปขายของ (พี่แกคงสับสนนึกว่าเป็นกทม ต้องเดินทางล่วงหน้า หนึ่งชั่วโมง)แปลกมั่กๆๆ ที่พี่เลี้ยงไม่ได้แสดงรังสีอำมหิตตอนลงไปเปิดประตู หลังจากนั้น ก็โดนนังเอ็มแผ่รังสีอำมหิต บอกว่ามาปลุกกูแต่เช้า ไปหาไรกินกันก่อน แล้วค่อยมาใหม่ เหอๆๆ เราสามคนเลยระเห็ดไปนั่้งกินบะหมี่ศิริวัตน์ (เวิร์กมากๆๆ เจ๊รับรอง) เราไปเปิดตลาดตอนเจ็ดโมงเช้า แล้วก็ความเงียบเหงาหดหูเข้ามาสู่เราสามคน กรู จุก และก็เอ็ม ร้านอื่นครึกครื้น มีขายเสื้อตัว ห้าบาท (กรูละงงได้กำไรมาจากไหนว่ะ ห้าบาทนี่อ่ะ) แต่หลังจากที่การแหกปากของเราดังขึ้น ร้านเราก็กลับมาคึกคัก กะลูกค้าที่ขยันต่อ ๆๆๆๆ ให้แม่ค้าอย่างเราๆๆ ต่อเหลือยี่สิบบาท กรูจะได้อะไรเนี่ยยยยยยยยย ไว้มาเมาท์ใหม่ ไปกินข้าวก่อน หิวมั่กๆ
September 24 พ่อหมีตัวหญ่ายยยยยยยยเคยตกหลุมรักใครแบบเต็มๆๆรึป่าว งงๆตัวเองอยู่เหมือนกันนะ หรือเพระว่าคำว่าพรหมลิขิตรึป่าวน่ะ ที่ทำให้รู้สึกว่าเหมือนเจอใครบางคนที่รอกันมาน้านนาน เรื่องมันมีอยู่ว่าผู้หญิงบ้าบอคนเดิมนี่อ่ะ จริงๆแล้วคือเธอเพิ่งอกหักดังเป๊าะเกือบสองเดือน ณ ตอนนั้นเธอคิดไว้แล้วว่าจะพักเรื่องหัวใจเอาไว้ก่อนสักระยะ แล้วค่อยว่ากันใหม่เหมือนรถยนต์รออุ่นเครื่องแล้วค่อยเหยียบคันเร่งใหม่ แต่อย่างที่บอกโชคชะตามั้ง ทำให้ดั๊นดันมาเจอพ่อหมีที่เคยเล่าไว้ตอนที่แล้ว แม่สาวบ้าบอดันตกหลุมรักเข้าเต็มๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ บอกว่าคนนี้แหละ สเป็ก (สมาชิกชมรมรักคนอ้วน)ยิ่งเว่อร์ไปกว่านั้นตรงที่เชื่อมั้ยว่าพ่อหมีคนนี้คุณเธออยู่มา ยี่สิบเจ็ดปีโดยที่ครองความเป็นโสดไม่เคยมีหญิงข้างกายมาก่อน จนไอ้กุ๊กเพื่อนซี้บอกว่า "คราวซวยพี่เค้าแล้วแหละ มาเจอเมิงแม่สาวบ้าบอเป็นแฟนคนแรกนี่อ่ะ" แหม นังกุ๊กพ่อหมีอ่ะบอกว่า ภูมิใจน่ะย่ะที่ได้แฟนสวยๆอย่างชั้นแถมนิสัยเพอร์เฟกหมดไปเลย แค่ชอบโวยวาย เอาแต่ใจ กะหาเรื่องได้ทุกเรื่องแค่นั้นเอง เหอๆๆๆๆ
บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกเว่อร์มากๆๆนะคนเขียน แต่ไม่รู้ดิ ก็เราไม่รู้นี่นาว่าอนาคตจะเป็นไงรู้แต่ว่าตอนนี้มีความสุขมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่ได้มีพ่อหมีอยู่ข้างๆ ซึ้งป่าวค่ะ พี่ฟอร์ด เหอๆๆๆ (บังคับซึ้ง)
ป.ล. หลายคนที่อ่านคงอยากเห็นหน้าค่าตาพ่อหมีสุดหล่อ(มั้ง) น้ำหนักแค่รุ่นแบนตั้มเวท ร้อยสิบโล คราวนี้คนเขียนเลยเอามาโชว์ ความบึบบับที่แสนน่ารัก (อย่าเพิ่งเลี่ยนกันนะย่ะ) September 16 ตอนที่ 2 เรื่องการนัดบอดคุณเคยนั่งยิ้มได้ทั้งวัน เพราะคิดถึงเรื่องบางเรื่องที่ทำให้คุณอารมณ์ดีได้ทุกครั้งเมื่อคิดถึงมัน สำหรับเราเองก็เรื่องนี้แหละ ฮ่าๆๆ
|
24.กฏการประกันภัย 1.เวลาขับรถ มักจะเจออุบัติเหตุรถชน
ในวันที่ประกันชั้น 1 หมดอายุได้ 1 วัน
ขอเพิ่มอีกข้อ
กฎของ...อัมโมสกี้
- คนที่คุณหลงรัก....มักจะไม่สนใจคุณ
และ คนที่คุณไม่สนใจ มักจะมาหลงรักคุณ
- ผู้หญิงสวยมักมีแฟนแล้ว
- เวลาคุณหัวเราะ คือเวลาเดียวกะที่คุณยิ้ม
|
|