| WACHAREE 的个人资料NoIsY NoY照片日志列表 | 帮助 |
|
8月2日 ชั้นมาทำอะไรที่นี่นี่คือหัวข้อหลักๆ ของคนเราเวลาเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางว่า กรูมาทำอะไรที่นี่นี่อ่ะ สรุปคือมาเรียนไงนังโง่ ไม่น่าถามเล้ย เหอๆๆๆๆๆ ชั้นรู้สึกนิดๆว่าการมาอยู่บนภูเขานี่อ่ะ ทำให้ได้อะไรรสชาติไปอีกแบบ คือการทำใจที่จะอยู่หรือง่ายๆก็คล้ายกับการลาบวชนี่เอง เพราะทุกอย่างช่างห่างไกลและถูกตัดออกจากโลกภายนอกจริงๆ เหมือนกะที่เพือนชั้นบอกว่าอยู่นี่ไม่มีรถใช้ก็หมือนยูไม่มีขา เพราะระบบขนส่งช่างแย่ซะเนี่ยกะไร รสชัติเติ้ลมาชาติละคัน วันๆก็เจอกันถามแค่ว่า ทานข้าวยัง แล้วก้ยิ้ม แล้วก็ถามต่อว่าซื้อหนังสือที่อาจารย์ให้หายัง ทำให้ชั้นฉุกคิดเหมือนกะว่าการมาเรียนครั้งนี้เหมือนกะการมาเพิ่มประสบการณ์ความรู้ให้สมองแต่มาลดการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตรึป่าว หลายคนอาจจะมองว่า นี่คือการไร้สาระรึป่าวนี่อ่ะ แต่จริงๆมันอาจจะเป็นอีกมุมก็ได้นะ ลองคิดกันเองละกันนะ ไม่ขยายความต่อ มาอยู่ได้เกือบหนึ่งอาทิตย์ อาหารหลักก็จะเป็นอะไรก้ได้ที่ง่าย ไม่ต้องอร่อยแค่ประทังไม่ให้กระเพาะมันต่อว่า เพราะว่าถ้าจะกินไรในยูนี่อ่ะ คงต้องรออีกสามอาทิตย์ เนื่องจาก เค้าปิดกันหมด เพราะฉนั้นเวลาที่คุณได้มีโอกาสลงจากเขา กรุณาไปหาอะไรที่ชอบรับประทานและซื้อมาตุนให้ได้มากที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นการเดินลงเขาอาจจะทำให้คุณได้คิดอีกอย่างว่า กูอยู่ข้างบนก็ดีอยู่แล้ว จะถ่อสังขารเดินลงมาทำไมนี่อ่ะ เพราะขาขึ้นมันเหนื่อยมากนะจ๊ะ เจ๊คอร์นเฟอร์ม วันนี้ได้ตั้งต้นเดินไปเรียน ขอบอกว่าเหมือนได้ไปวิ่งลู่วิ่งมาหนึ่งชั่วโมง เพราะเป้นการเดินขึ้นดอย แต่ดีนะ รู้สึกว่าอากาศข้างบนมันสดชื่นกว่าข้างล่าง ได้สูดหายใจเต็มปอด ทำให้คิดได้ว่า ถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ จะมีโอกาสทำอะไรแบบนี้มั้ยน๊อ ก็คุ้มนะการลองอะไรใหม่ๆ พอเลิกเรียนเลยบอกเจ้าปิ๋มว่ะ เจ๊ไม่ไหวแล้ว เป็นคนดีมาสักระยะแล้ว มาตีไพ่กะกูหน่อยเหอะ เลยค่อยได้รสชาติชีวิตกับมาเพิ่มเติม แต่ตอนนี้เริ่มง่วงแล้ว ต้องขออนุญาติจบฉบับนี้แค่นี้นะค่ะท่านผู้อ่าน อย่าลืมคอมเมนต์กันมั่งล่ะ 7月29日 นี่ชั้นอยู่เมืองนอกหรือนอกเมืองกันแน่นี่อ่ะเรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนนี้สาวบ้านนอกได้มาเรียนต่อที่เมืองนอก ก่อนมาคุณจอยเพื่อนเลิฟได้บอกไว้แล้วว่าอยู่เมืองนี้ถ้าไม่ม่รถก็เหมือนมึงไม่มีขาเลยอ่ะ เพราะไปไหนไม่ได้ ซึ่งก็คือเรื่องจริงนี่เอง วันแรกทุกอย่างก็ยังโอเคอยู่ จากการที่ก่อนมา ได้ทำสวยไม่อยากมาอยู่เป็นสองสามวัน พอมาถึงเครื่องบินแตะสนามบินปั๊บ โอ้วมายก๊อด(ขอใช้นิดนึงตามแบบสาวมะกัน) สร้อยที่พระมารดาให้มาใส่ติดตัวนานมากแล้ว หายไปไหนว่ะ อันดับแรกคิดก่อนเลยว่า คนข้างๆจะขโมยของกรูตอนกรูหลับป่าวหว่า เพราะคนข้างๆ ชวนชั้นเมาท์อยู่นั่นแหละ ไม่ให้ชั้นนอน พอชั้นตาแข็งตัวเองดันหลับ (คนนี้เจ๊ไม่ได้อ่อยนะ เพราะแก่มากแล้ว) แต่ก็คิดว่าใครจะเอาไปว่ะสร้อยดำๆเส้นนึง ห้อยหยกเจ้าแม่อยู่ สรุปเลยอ๋อ เพราะคุณพี่สาวคนดีให้พระมาองค์นึงก่อนออกจากบ้าน แล้วคงติดตะขอไม่แน่น เลยหลุดไป แต่พระมารดาบอกว่าถือว่าฟาดเคราะห์ไป (ลูกอยู่ไกล เจ๊เลยไม่บ่นเรื่องของหาย ถ้าอยู่ใกล้โดนเป็นชุดแน่ๆเลยชั้น) พอมาถึง ก็เข็นรถออกมาด้วยใบหน้าอันแสนจะบูดเป็นตูด แถมเจ้ากรรมไม่เคยรู้จักกะคนที่จะมารับมาก่อนเลย รูปพี่นิวก็ไม่ได้หยิบมา แม่เจ้า เอาไงดีว่ะนี่ สรุปว่า พี่แกตะโกนเรียก เราก็แว่บไปเห็น(คนอื่น) ที่คิดว่าใช้ ก็งง เรียกกรูแล้วทำไมไม่เข้ามาว่ะ สรุปว่าคนที่เรียกเป็นอีกคน แป่ววววววววววววววววว
ตอนนี้มาถึงช็อตเด็ดที่ช็อกชั้นจริงๆ คือการได้มาเอากุญแจห้องพัก กะพี่นิว โอ้วแม่เจ้า ระหว่างทางที่นั่งรถมา นึกว่าชั้นนั่งอยู่บนถนนเพชรเกษม ทางไประนองชุมพร ทำไม ภูเขากะทะเลที่ฝาหรั่งบอกว่าสวยนักสวยหนา ช่างคล้ายกะหาดสมิหลา บ้านเฮา แม่เจ้า แล้วทำไมพี่นิวไม่มีท่าทีว่าจะจอดรถสักทีว่ะ ไกลมากกกกกกกกกกกกก สรุปว่า โรงเรียนที่ดิฮั้นจะมาทิ้งตัวอยู่และเรียนเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีนี่ คือที่นี่เองเหรอ หุบเขาเหลียงซานนี่เอง (นึกในใจตายๆแน่ๆเลยกู สมัครผิดที่ป่าวว่ะ) หลังจากตั้งสติได้ หันไปถามพี่นิวว่า ถ้าย้ายมหาลัยนี่ต้องทำเรื่องไงบ้างเหรอ พี่นิวก็ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีก็แค่พี่แกกดโทรศัพท์หาเพ่อนว่าโปรแกรมที่เพื่อนเขาเรียนอีกหมาลัยนึงอ่ะ เปิดรับอยู่รึป่าว หุหุหุ เรื่องๆวุ่นเพิ่งเริ่มต้นได้เพียงสองวัน แล้วข้าพเจ้าจะมาเล่าประสบการณ์นอกเมือง หนึ่งปีนี้อย่างต่อเนื่องในบล็อกเล็กๆๆ ของชั้นนี่แหละ อย่าลืมติดตามกันด้วย ไม่งั้นมีเคือง อิอิอิ ล้อเล่นจ้า คิดถึงทุกคนนะ จากนักเรียนประจำเขาเหลียงซาน
3月6日 มาอัพเดท เรื่องของแม่ค้าจำเป็นตามคำเรียกร้องขอไอเอี้ยนิว ที่ว่าให้อัพเดทบล็อกได้แล้ว นั่งคิดสักพัก จะเขียนเรื่องไรดีว่ะ ตอนนี้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรคึกคักเป็นพิเศษ ยังคงขึ้นๆล่องๆ กทม กับ บ้านนานอก อยู่เรื่อยๆคิดไปคิดมาเรื่องที่พิเศษตอนนี้คือการเป็นแม่ค้าจำเป็น จนกลายมาเป็นแม่ค้าเต็มตัว จากที่นังตู่ชะนี เคยเมาท์ช้านไว้ว่าไปเฝ้าแผง(ขายปลา)ของพระมารดาอยู่เนืองๆ ซึ่งตอนนี้ช้านมีแผงโฮโซ เป็นของตนเอง ขายเสื้อยืดปนๆกะสายเดี่ยวสุดสวยราคาแสนจะถูกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ห้าสิบบาทเท่านั้น การขายครั้งแรก ไปกะพี่ฟอร์ด และมีนังตู่ตามไปสมทบ แถวหลังชินสาม กรูดันสแลนไปตั้งแต่ เก้าโมงเช้า นั่งหง่าวๆแล้วหง่าวอีก ไปตบแมงวันกะยุงอยู่พักใหญ่ๆ สิบเอ็ดโมงครึ่งนังตู่ตามมา ก็ยังเงียบอยู่เช่นเดิม จนนึกว่าจะขายไม่ได้สักตัวแล้น ไปๆมาๆ เวลาพีกทามมาถึง เที่ยงครึ่ง (ต้องเที่ยงครึ่งเท่านั้น) ลูกค้ากรูกันเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนของกรูนี่แหละ ว่าเสื้อยืดใส่เล่นๆๆ สองตัวร้อย เรียงคิวกันเข้ามาเลย พี่ฟอร์ดบอกว่าได้ยินไปทั้งซอย แม่พี่ฟอร์ดมาแอบดู บอกว่าเสียงวัชดังมากกกกกกกกกก สรุปไปว่าวันแรก ปิดร้านเวลาบ่ายโมงสี่สิบห้านาที สรุปยอดขายไปที่ห้าสิบสองตัว คุ้มค่ากะการนั่งตบแมงวัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มตะลอนทัวร์กันไปหาดใหญ่ (ผู้ชายไปด้วย) คราวนี้เราไปเปิดการขายที่หน้าแผงขายปลา ของพระมารดา (ขายแบบเงียบๆ วางไว้อย่างเีดียว) ยอดขายเป็นไปได้สวย โดยไม่ต้องเจ็บคอ เฉลี่ยออกวันละสิบตัว แต่เราคิดกันไว้ว่ามันยังไม่คุ้ม เราเลยเดินสายต่อ ไปที่ตลาดหาดใหญ่ใน โดยเจ้าถิ่น นางสาวศศิกานต์ งามสนะ หรือนังเอ็มเป็นผู้พาข้าพเจ้าเข้าไปตะโกนลั่นตลาด ว่าสองตัวร้อยสี่สิบๆๆๆ (โก่งราคาที่สุด เหอๆๆๆ) สรุปว่าเราก็ขายกันไม่ได้ในช่วงเวลาแรกอีกเหมือนเดิม เพราะอีตาฟอร์ดเล่นมากดกริ่งบ้านเราตั้งแต่ ตีห้า เรียกเรากะจุกไปขายของ (พี่แกคงสับสนนึกว่าเป็นกทม ต้องเดินทางล่วงหน้า หนึ่งชั่วโมง)แปลกมั่กๆๆ ที่พี่เลี้ยงไม่ได้แสดงรังสีอำมหิตตอนลงไปเปิดประตู หลังจากนั้น ก็โดนนังเอ็มแผ่รังสีอำมหิต บอกว่ามาปลุกกูแต่เช้า ไปหาไรกินกันก่อน แล้วค่อยมาใหม่ เหอๆๆ เราสามคนเลยระเห็ดไปนั่้งกินบะหมี่ศิริวัตน์ (เวิร์กมากๆๆ เจ๊รับรอง) เราไปเปิดตลาดตอนเจ็ดโมงเช้า แล้วก็ความเงียบเหงาหดหูเข้ามาสู่เราสามคน กรู จุก และก็เอ็ม ร้านอื่นครึกครื้น มีขายเสื้อตัว ห้าบาท (กรูละงงได้กำไรมาจากไหนว่ะ ห้าบาทนี่อ่ะ) แต่หลังจากที่การแหกปากของเราดังขึ้น ร้านเราก็กลับมาคึกคัก กะลูกค้าที่ขยันต่อ ๆๆๆๆ ให้แม่ค้าอย่างเราๆๆ ต่อเหลือยี่สิบบาท กรูจะได้อะไรเนี่ยยยยยยยยย ไว้มาเมาท์ใหม่ ไปกินข้าวก่อน หิวมั่กๆ
9月24日 พ่อหมีตัวหญ่ายยยยยยยยเคยตกหลุมรักใครแบบเต็มๆๆรึป่าว งงๆตัวเองอยู่เหมือนกันนะ หรือเพระว่าคำว่าพรหมลิขิตรึป่าวน่ะ ที่ทำให้รู้สึกว่าเหมือนเจอใครบางคนที่รอกันมาน้านนาน เรื่องมันมีอยู่ว่าผู้หญิงบ้าบอคนเดิมนี่อ่ะ จริงๆแล้วคือเธอเพิ่งอกหักดังเป๊าะเกือบสองเดือน ณ ตอนนั้นเธอคิดไว้แล้วว่าจะพักเรื่องหัวใจเอาไว้ก่อนสักระยะ แล้วค่อยว่ากันใหม่เหมือนรถยนต์รออุ่นเครื่องแล้วค่อยเหยียบคันเร่งใหม่ แต่อย่างที่บอกโชคชะตามั้ง ทำให้ดั๊นดันมาเจอพ่อหมีที่เคยเล่าไว้ตอนที่แล้ว แม่สาวบ้าบอดันตกหลุมรักเข้าเต็มๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ บอกว่าคนนี้แหละ สเป็ก (สมาชิกชมรมรักคนอ้วน)ยิ่งเว่อร์ไปกว่านั้นตรงที่เชื่อมั้ยว่าพ่อหมีคนนี้คุณเธออยู่มา ยี่สิบเจ็ดปีโดยที่ครองความเป็นโสดไม่เคยมีหญิงข้างกายมาก่อน จนไอ้กุ๊กเพื่อนซี้บอกว่า "คราวซวยพี่เค้าแล้วแหละ มาเจอเมิงแม่สาวบ้าบอเป็นแฟนคนแรกนี่อ่ะ" แหม นังกุ๊กพ่อหมีอ่ะบอกว่า ภูมิใจน่ะย่ะที่ได้แฟนสวยๆอย่างชั้นแถมนิสัยเพอร์เฟกหมดไปเลย แค่ชอบโวยวาย เอาแต่ใจ กะหาเรื่องได้ทุกเรื่องแค่นั้นเอง เหอๆๆๆๆ
บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกเว่อร์มากๆๆนะคนเขียน แต่ไม่รู้ดิ ก็เราไม่รู้นี่นาว่าอนาคตจะเป็นไงรู้แต่ว่าตอนนี้มีความสุขมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่ได้มีพ่อหมีอยู่ข้างๆ ซึ้งป่าวค่ะ พี่ฟอร์ด เหอๆๆๆ (บังคับซึ้ง)
ป.ล. หลายคนที่อ่านคงอยากเห็นหน้าค่าตาพ่อหมีสุดหล่อ(มั้ง) น้ำหนักแค่รุ่นแบนตั้มเวท ร้อยสิบโล คราวนี้คนเขียนเลยเอามาโชว์ ความบึบบับที่แสนน่ารัก (อย่าเพิ่งเลี่ยนกันนะย่ะ) 9月16日 ตอนที่ 2 เรื่องการนัดบอดคุณเคยนั่งยิ้มได้ทั้งวัน เพราะคิดถึงเรื่องบางเรื่องที่ทำให้คุณอารมณ์ดีได้ทุกครั้งเมื่อคิดถึงมัน สำหรับเราเองก็เรื่องนี้แหละ ฮ่าๆๆ
|
24.กฏการประกันภัย 1.เวลาขับรถ มักจะเจออุบัติเหตุรถชน
ในวันที่ประกันชั้น 1 หมดอายุได้ 1 วัน
ขอเพิ่มอีกข้อ
กฎของ...อัมโมสกี้
- คนที่คุณหลงรัก....มักจะไม่สนใจคุณ
และ คนที่คุณไม่สนใจ มักจะมาหลงรักคุณ
- ผู้หญิงสวยมักมีแฟนแล้ว
- เวลาคุณหัวเราะ คือเวลาเดียวกะที่คุณยิ้ม
|
|