WACHAREE 的个人资料NoIsY NoY照片日志列表 工具 帮助
8月2日

ชั้นมาทำอะไรที่นี่

นี่คือหัวข้อหลักๆ ของคนเราเวลาเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางว่า กรูมาทำอะไรที่นี่นี่อ่ะ สรุปคือมาเรียนไงนังโง่ ไม่น่าถามเล้ย เหอๆๆๆๆๆ ชั้นรู้สึกนิดๆว่าการมาอยู่บนภูเขานี่อ่ะ ทำให้ได้อะไรรสชาติไปอีกแบบ คือการทำใจที่จะอยู่หรือง่ายๆก็คล้ายกับการลาบวชนี่เอง เพราะทุกอย่างช่างห่างไกลและถูกตัดออกจากโลกภายนอกจริงๆ เหมือนกะที่เพือนชั้นบอกว่าอยู่นี่ไม่มีรถใช้ก็หมือนยูไม่มีขา เพราะระบบขนส่งช่างแย่ซะเนี่ยกะไร รสชัติเติ้ลมาชาติละคัน วันๆก็เจอกันถามแค่ว่า ทานข้าวยัง แล้วก้ยิ้ม แล้วก็ถามต่อว่าซื้อหนังสือที่อาจารย์ให้หายัง ทำให้ชั้นฉุกคิดเหมือนกะว่าการมาเรียนครั้งนี้เหมือนกะการมาเพิ่มประสบการณ์ความรู้ให้สมองแต่มาลดการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตรึป่าว หลายคนอาจจะมองว่า นี่คือการไร้สาระรึป่าวนี่อ่ะ แต่จริงๆมันอาจจะเป็นอีกมุมก็ได้นะ ลองคิดกันเองละกันนะ ไม่ขยายความต่อ มาอยู่ได้เกือบหนึ่งอาทิตย์ อาหารหลักก็จะเป็นอะไรก้ได้ที่ง่าย ไม่ต้องอร่อยแค่ประทังไม่ให้กระเพาะมันต่อว่า เพราะว่าถ้าจะกินไรในยูนี่อ่ะ คงต้องรออีกสามอาทิตย์ เนื่องจาก เค้าปิดกันหมด เพราะฉนั้นเวลาที่คุณได้มีโอกาสลงจากเขา กรุณาไปหาอะไรที่ชอบรับประทานและซื้อมาตุนให้ได้มากที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นการเดินลงเขาอาจจะทำให้คุณได้คิดอีกอย่างว่า กูอยู่ข้างบนก็ดีอยู่แล้ว จะถ่อสังขารเดินลงมาทำไมนี่อ่ะ เพราะขาขึ้นมันเหนื่อยมากนะจ๊ะ เจ๊คอร์นเฟอร์ม วันนี้ได้ตั้งต้นเดินไปเรียน ขอบอกว่าเหมือนได้ไปวิ่งลู่วิ่งมาหนึ่งชั่วโมง เพราะเป้นการเดินขึ้นดอย แต่ดีนะ รู้สึกว่าอากาศข้างบนมันสดชื่นกว่าข้างล่าง ได้สูดหายใจเต็มปอด ทำให้คิดได้ว่า ถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ จะมีโอกาสทำอะไรแบบนี้มั้ยน๊อ ก็คุ้มนะการลองอะไรใหม่ๆ พอเลิกเรียนเลยบอกเจ้าปิ๋มว่ะ เจ๊ไม่ไหวแล้ว เป็นคนดีมาสักระยะแล้ว มาตีไพ่กะกูหน่อยเหอะ เลยค่อยได้รสชาติชีวิตกับมาเพิ่มเติม แต่ตอนนี้เริ่มง่วงแล้ว ต้องขออนุญาติจบฉบับนี้แค่นี้นะค่ะท่านผู้อ่าน อย่าลืมคอมเมนต์กันมั่งล่ะ
7月29日

นี่ชั้นอยู่เมืองนอกหรือนอกเมืองกันแน่นี่อ่ะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนนี้สาวบ้านนอกได้มาเรียนต่อที่เมืองนอก ก่อนมาคุณจอยเพื่อนเลิฟได้บอกไว้แล้วว่าอยู่เมืองนี้ถ้าไม่ม่รถก็เหมือนมึงไม่มีขาเลยอ่ะ เพราะไปไหนไม่ได้ ซึ่งก็คือเรื่องจริงนี่เอง วันแรกทุกอย่างก็ยังโอเคอยู่ จากการที่ก่อนมา ได้ทำสวยไม่อยากมาอยู่เป็นสองสามวัน พอมาถึงเครื่องบินแตะสนามบินปั๊บ โอ้วมายก๊อด(ขอใช้นิดนึงตามแบบสาวมะกัน) สร้อยที่พระมารดาให้มาใส่ติดตัวนานมากแล้ว หายไปไหนว่ะ อันดับแรกคิดก่อนเลยว่า คนข้างๆจะขโมยของกรูตอนกรูหลับป่าวหว่า เพราะคนข้างๆ ชวนชั้นเมาท์อยู่นั่นแหละ ไม่ให้ชั้นนอน พอชั้นตาแข็งตัวเองดันหลับ (คนนี้เจ๊ไม่ได้อ่อยนะ เพราะแก่มากแล้ว) แต่ก็คิดว่าใครจะเอาไปว่ะสร้อยดำๆเส้นนึง ห้อยหยกเจ้าแม่อยู่ สรุปเลยอ๋อ เพราะคุณพี่สาวคนดีให้พระมาองค์นึงก่อนออกจากบ้าน แล้วคงติดตะขอไม่แน่น เลยหลุดไป แต่พระมารดาบอกว่าถือว่าฟาดเคราะห์ไป (ลูกอยู่ไกล เจ๊เลยไม่บ่นเรื่องของหาย ถ้าอยู่ใกล้โดนเป็นชุดแน่ๆเลยชั้น)  พอมาถึง ก็เข็นรถออกมาด้วยใบหน้าอันแสนจะบูดเป็นตูด แถมเจ้ากรรมไม่เคยรู้จักกะคนที่จะมารับมาก่อนเลย รูปพี่นิวก็ไม่ได้หยิบมา แม่เจ้า เอาไงดีว่ะนี่ สรุปว่า พี่แกตะโกนเรียก เราก็แว่บไปเห็น(คนอื่น) ที่คิดว่าใช้ ก็งง เรียกกรูแล้วทำไมไม่เข้ามาว่ะ สรุปว่าคนที่เรียกเป็นอีกคน แป่ววววววววววววววววว ชั้นก็หน้าแตกตามระเบียบ มาถึงโรงแรมที่คุณพี่ จองให้เป็นโรงแรมคนจีน ด้วยใบหน้าละม้ายคล้ายฝรั่งของเราจึงมีแต่คนทักด้วยภาษาไชนีส ชั้นเลยเซ็งเหลือเกินที่จะตอบกว่า กรูคนไทยจะทักไรนักหนา จีนชั้นก็พูดไม่ได้ เวงจริงๆๆๆ  
 
ตอนนี้มาถึงช็อตเด็ดที่ช็อกชั้นจริงๆ คือการได้มาเอากุญแจห้องพัก กะพี่นิว โอ้วแม่เจ้า ระหว่างทางที่นั่งรถมา นึกว่าชั้นนั่งอยู่บนถนนเพชรเกษม ทางไประนองชุมพร ทำไม ภูเขากะทะเลที่ฝาหรั่งบอกว่าสวยนักสวยหนา ช่างคล้ายกะหาดสมิหลา บ้านเฮา แม่เจ้า แล้วทำไมพี่นิวไม่มีท่าทีว่าจะจอดรถสักทีว่ะ ไกลมากกกกกกกกกกกกก สรุปว่า โรงเรียนที่ดิฮั้นจะมาทิ้งตัวอยู่และเรียนเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีนี่ คือที่นี่เองเหรอ หุบเขาเหลียงซานนี่เอง (นึกในใจตายๆแน่ๆเลยกู สมัครผิดที่ป่าวว่ะ) หลังจากตั้งสติได้ หันไปถามพี่นิวว่า ถ้าย้ายมหาลัยนี่ต้องทำเรื่องไงบ้างเหรอ พี่นิวก็ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีก็แค่พี่แกกดโทรศัพท์หาเพ่อนว่าโปรแกรมที่เพื่อนเขาเรียนอีกหมาลัยนึงอ่ะ เปิดรับอยู่รึป่าว หุหุหุ เรื่องๆวุ่นเพิ่งเริ่มต้นได้เพียงสองวัน แล้วข้าพเจ้าจะมาเล่าประสบการณ์นอกเมือง หนึ่งปีนี้อย่างต่อเนื่องในบล็อกเล็กๆๆ ของชั้นนี่แหละ  อย่าลืมติดตามกันด้วย ไม่งั้นมีเคือง อิอิอิ ล้อเล่นจ้า คิดถึงทุกคนนะ จากนักเรียนประจำเขาเหลียงซาน
 
3月6日

มาอัพเดท เรื่องของแม่ค้าจำเป็น

ตามคำเรียกร้องขอไอเอี้ยนิว ที่ว่าให้อัพเดทบล็อกได้แล้ว นั่งคิดสักพัก จะเขียนเรื่องไรดีว่ะ ตอนนี้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรคึกคักเป็นพิเศษ ยังคงขึ้นๆล่องๆ กทม กับ บ้านนานอก อยู่เรื่อยๆ

คิดไปคิดมาเรื่องที่พิเศษตอนนี้คือการเป็นแม่ค้าจำเป็น จนกลายมาเป็นแม่ค้าเต็มตัว จากที่นังตู่ชะนี เคยเมาท์ช้านไว้ว่าไปเฝ้าแผง(ขายปลา)ของพระมารดาอยู่เนืองๆ ซึ่งตอนนี้ช้านมีแผงโฮโซ เป็นของตนเอง ขายเสื้อยืดปนๆกะสายเดี่ยวสุดสวยราคาแสนจะถูกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ห้าสิบบาทเท่านั้น การขายครั้งแรก ไปกะพี่ฟอร์ด และมีนังตู่ตามไปสมทบ แถวหลังชินสาม กรูดันสแลนไปตั้งแต่ เก้าโมงเช้า นั่งหง่าวๆแล้วหง่าวอีก ไปตบแมงวันกะยุงอยู่พักใหญ่ๆ สิบเอ็ดโมงครึ่งนังตู่ตามมา ก็ยังเงียบอยู่เช่นเดิม จนนึกว่าจะขายไม่ได้สักตัวแล้น ไปๆมาๆ เวลาพีกทามมาถึง เที่ยงครึ่ง (ต้องเที่ยงครึ่งเท่านั้น) ลูกค้ากรูกันเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนของกรูนี่แหละ ว่าเสื้อยืดใส่เล่นๆๆ สองตัวร้อย เรียงคิวกันเข้ามาเลย พี่ฟอร์ดบอกว่าได้ยินไปทั้งซอย แม่พี่ฟอร์ดมาแอบดู บอกว่าเสียงวัชดังมากกกกกกกกกก  สรุปไปว่าวันแรก ปิดร้านเวลาบ่ายโมงสี่สิบห้านาที สรุปยอดขายไปที่ห้าสิบสองตัว คุ้มค่ากะการนั่งตบแมงวัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มตะลอนทัวร์กันไปหาดใหญ่ (ผู้ชายไปด้วย) คราวนี้เราไปเปิดการขายที่หน้าแผงขายปลา ของพระมารดา (ขายแบบเงียบๆ วางไว้อย่างเีดียว) ยอดขายเป็นไปได้สวย โดยไม่ต้องเจ็บคอ เฉลี่ยออกวันละสิบตัว แต่เราคิดกันไว้ว่ามันยังไม่คุ้ม เราเลยเดินสายต่อ ไปที่ตลาดหาดใหญ่ใน โดยเจ้าถิ่น นางสาวศศิกานต์ งามสนะ หรือนังเอ็มเป็นผู้พาข้าพเจ้าเข้าไปตะโกนลั่นตลาด ว่าสองตัวร้อยสี่สิบๆๆๆ (โก่งราคาที่สุด เหอๆๆๆ) สรุปว่าเราก็ขายกันไม่ได้ในช่วงเวลาแรกอีกเหมือนเดิม เพราะอีตาฟอร์ดเล่นมากดกริ่งบ้านเราตั้งแต่ ตีห้า เรียกเรากะจุกไปขายของ (พี่แกคงสับสนนึกว่าเป็นกทม ต้องเดินทางล่วงหน้า หนึ่งชั่วโมง)แปลกมั่กๆๆ ที่พี่เลี้ยงไม่ได้แสดงรังสีอำมหิตตอนลงไปเปิดประตู หลังจากนั้น ก็โดนนังเอ็มแผ่รังสีอำมหิต บอกว่ามาปลุกกูแต่เช้า ไปหาไรกินกันก่อน แล้วค่อยมาใหม่ เหอๆๆ เราสามคนเลยระเห็ดไปนั่้งกินบะหมี่ศิริวัตน์ (เวิร์กมากๆๆ เจ๊รับรอง) เราไปเปิดตลาดตอนเจ็ดโมงเช้า แล้วก็ความเงียบเหงาหดหูเข้ามาสู่เราสามคน กรู จุก และก็เอ็ม ร้านอื่นครึกครื้น มีขายเสื้อตัว ห้าบาท (กรูละงงได้กำไรมาจากไหนว่ะ ห้าบาทนี่อ่ะ) แต่หลังจากที่การแหกปากของเราดังขึ้น ร้านเราก็กลับมาคึกคัก กะลูกค้าที่ขยันต่อ ๆๆๆๆ ให้แม่ค้าอย่างเราๆๆ ต่อเหลือยี่สิบบาท กรูจะได้อะไรเนี่ยยยยยยยยย ไว้มาเมาท์ใหม่ ไปกินข้าวก่อน หิวมั่กๆ

 

9月24日

พ่อหมีตัวหญ่ายยยยยยยย

เคยตกหลุมรักใครแบบเต็มๆๆรึป่าว งงๆตัวเองอยู่เหมือนกันนะ หรือเพระว่าคำว่าพรหมลิขิตรึป่าวน่ะ ที่ทำให้รู้สึกว่าเหมือนเจอใครบางคนที่รอกันมาน้านนาน เรื่องมันมีอยู่ว่าผู้หญิงบ้าบอคนเดิมนี่อ่ะ จริงๆแล้วคือเธอเพิ่งอกหักดังเป๊าะเกือบสองเดือน  ณ ตอนนั้นเธอคิดไว้แล้วว่าจะพักเรื่องหัวใจเอาไว้ก่อนสักระยะ แล้วค่อยว่ากันใหม่เหมือนรถยนต์รออุ่นเครื่องแล้วค่อยเหยียบคันเร่งใหม่ แต่อย่างที่บอกโชคชะตามั้ง ทำให้ดั๊นดันมาเจอพ่อหมีที่เคยเล่าไว้ตอนที่แล้ว แม่สาวบ้าบอดันตกหลุมรักเข้าเต็มๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ บอกว่าคนนี้แหละ สเป็ก (สมาชิกชมรมรักคนอ้วน)ยิ่งเว่อร์ไปกว่านั้นตรงที่เชื่อมั้ยว่าพ่อหมีคนนี้คุณเธออยู่มา ยี่สิบเจ็ดปีโดยที่ครองความเป็นโสดไม่เคยมีหญิงข้างกายมาก่อน จนไอ้กุ๊กเพื่อนซี้บอกว่า "คราวซวยพี่เค้าแล้วแหละ มาเจอเมิงแม่สาวบ้าบอเป็นแฟนคนแรกนี่อ่ะ" แหม นังกุ๊กพ่อหมีอ่ะบอกว่า ภูมิใจน่ะย่ะที่ได้แฟนสวยๆอย่างชั้นแถมนิสัยเพอร์เฟกหมดไปเลย แค่ชอบโวยวาย เอาแต่ใจ กะหาเรื่องได้ทุกเรื่องแค่นั้นเอง เหอๆๆๆๆ
 
บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกเว่อร์มากๆๆนะคนเขียน แต่ไม่รู้ดิ ก็เราไม่รู้นี่นาว่าอนาคตจะเป็นไงรู้แต่ว่าตอนนี้มีความสุขมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่ได้มีพ่อหมีอยู่ข้างๆ ซึ้งป่าวค่ะ พี่ฟอร์ด เหอๆๆๆ (บังคับซึ้ง) 
 
ป.ล. หลายคนที่อ่านคงอยากเห็นหน้าค่าตาพ่อหมีสุดหล่อ(มั้ง) น้ำหนักแค่รุ่นแบนตั้มเวท ร้อยสิบโล คราวนี้คนเขียนเลยเอามาโชว์ ความบึบบับที่แสนน่ารัก (อย่าเพิ่งเลี่ยนกันนะย่ะ)
9月16日

ตอนที่ 2 เรื่องการนัดบอด

คุณเคยนั่งยิ้มได้ทั้งวัน เพราะคิดถึงเรื่องบางเรื่องที่ทำให้คุณอารมณ์ดีได้ทุกครั้งเมื่อคิดถึงมัน สำหรับเราเองก็เรื่องนี้แหละ ฮ่าๆๆ

        เรื่องมันมีอยู่ว่า มีผู้หญิงบ้าบอคนนึง เกิดไปรู้จักกะผู้ชายร่าง(เกือบ)บางคนนึงทางอินเตอร์เน็ต (แต่ไม่น่ากลัวนะเพราะเป็นเพื่อนของพี่ที่สนิทกัน) คุยกันได้ประมาณวันสองวัน ผู้ชายก็ดั๊นดันเกิดอยากเจอตัวจริงขึ้นมา จากที่เห็นแค่ในรูปที่เพื่อนเค้าเอาให้ดู เลยให้เพื่อนโทรมาชวน แต่สาวเจ้าก็ดันเล่นตัว (เรื่องอะไรจะไป เพิ่งรู้จักทางเอ็มนี่อ่ะนะ ประกอบกับทรงผมหน้าม้าเต่อของคุณเธอที่ลดความมั่นใจในการออกไปเจอหน้าหนุ่มๆ) ชายหนุ่มก็ยังตามโทรมาคุย แต่โชคไม่ดี ดันโทรมาตอนคุณเธอหลับ เลยโดนวีนแตกใส่กาละมังใหญ่ว่า "ถ้าบอกว่าหลับอยู่พี่จะวางรึป่าวล่ะ" ชายหนุ่มนะหรือจะวาง นอกจากโต้ตอบกลับไปว่า "อุ๊ย เสียงตื่นแล้วนี่นา" เลยโดนวีนแตกไปอีกรอบ -_-"

       หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็ส่งแมสเสจมาทุกคืนๆๆๆ ได้ประมาณสองอาทิตย์ แล้วเพื่อนของเค้าก็นัดสาวจอมแสบได้สักที โดยการบอกกันว่าให้ส่งรูปทางมือถือให้กันและกันก่อนจะไปเจอ แต่สาวเจ้าด้วยความงกไม่ยอมเปิดจีพีอาร์เอสเลยไม่ยอมส่ง และบอกว่าให้พี่ส่งมาเราจะเข้าไปทักเอง พอชายหนุ่มส่งมา ระบบโทรศัพท์เจ้ากรรมดันดีเลย์หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ สรุปว่ามาได้รับวันที่เจอหน้ากันผ่านไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ สถานที่นัดคือ สถานีรถไฟฟ้าอโศก เวลาทุ่มครึ่ง โดยชายหนุ่มแกล้งบอกว่ารออยู่หน้าศูนย์วอลโว่ แล้วให้สาวเจ้าเดินลงมาหา แต่จริงๆแล้วแอบไปยืนอยู่หน้า เอ็มอาร์ที เพื่อจะดักรอเห็นหน้าก่อนแล้วค่อยเข้ามาทัก แต่ชายหนุ่มรู้จักสาวเจ้าน้อยไปเสียแล้ว เหอๆๆๆ  เพราะชีโทรเข้าไปเพื่อจะดักดูหน้าว่าคนไหน พอเจอหน้ากันชีก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นของที่หนักประมาณข้าวสาร 5 กิโล แล้วพูดว่าถือให้หน่อยดิ แล้วก็คุยโทรศัพท์กะเพื่อนรักเธอต่อ เหอๆๆๆ ชายหนุ่มนึกในใจว่า "สาวเจ้านางนี้อำมหิตมาก ไม่ทันให้ชายหนุ่มเอ่ยอะไรว่าให้ช่วยมั้ยครับ แต่บังคับให้ถือแล้วก็เดินเป็นคุณนายคุยโทรศัพท์ของคุณเธอต่อไป" ......^^

 

9月15日

อมยิ้ม

เพิ่งกลับมาจากเอ็มโพนี่อ่ะ เหนื่อยอ่ะเดินทางชั่วโมงครึ่ง ขนาดเราไปรถไฟฟ้านะเนี่ย เลยมานั่งแหมะ เช็กเมลล์ รอพ่อหมีออนไลน์ ตามที่นัดไว้ มีเมลล์อันนึงมาจากพี่ชายที่แสนดี (พี่อ้ำไง) เลยเอามาอัพเดทสเปซเราเอง เหอๆๆๆ ก๊อปเมลล์มาทั้งอันเลยแหละ   เห็นเมลล์มันน่ารักดี ไปแร่ะ ไว้มาเขียนเรื่องของตัวเองคราวหน้า วันนี้ดีจังฝนไม่ตกเลย
 
เมลล์ที่ก๊อปปี้มาทั้งอันเลย ขอได้รับความขอบคุณจากคุณวัช
 
จริงเหรอ เหตุการณ์รอบตัวบ่อยครั้งทำให้นึกน้อยใจในโชคชะตา
เพราะมันมักเลวร้ายกว่าที่ควร เช่น ขับรถมาเป็นสิบปีไม่เคยชนอะไร
แต่พอถูกขอร้องให้ถอยรถเพื่อนออกจากซอยไม่ถึง 30 เมตร
กลับชนเสาไฟฟ้าโครมใหญ่ เหตุการณ์เลวร้ายเกิดเหมือนสวรรค์แกล้งนี้
เกิดบ่อยกับทุกคน จนมีผู้ตั้งเป็นกฎไว้ เรียกว่า "กฎของเมอร์ฟี่"
ความว่า "ถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีก" นอกจากกฎของเมอร์ฟี่
ยังมีกฎอื่นๆ ที่มีผู้สังเกตพบมากมาย สมควรรวบรวมไว้ดังนี้
1. กฎความเป็นไปได้ ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้น
จะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอ และโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรม
จะมีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกับราคาของพรม
2. การดูดวง หมอดูมักทายหลายเรื่องทั้งดีและเลว
แต่เรื่องที่แม่นที่สุดคือเรื่องที่เลวที่สุด
3. กฎแห่งความแม่นยำ หากขว้างก้อนหินสะเปะสะปะ
มันจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุที่มีราคาแพงที่สุด
4. กฎของหาย ของใช้ที่เราเห็นทุกวันจะหายต่อเมื่อเราต้องการใช้มัน
5. กฎของเมธี เลขเด็ดที่เราไม่ซื้อ คือเลขที่จะออกงวดนั้น
และหวยที่เราซื้อมักใกล้เคียงกับหวยที่ออก
หากได้บวกลบคูณหารด้วยเลขอะไรสักตัว หรือกลับหน้ากลับหลัง
แต่ถ้าเราซื้อเลขกลับ มันจะออกเลขตรง
และถ้าเราซื้อทั้งสองแบบมันจะไม่ออกเลย
6. กฎแรงโน้มถ่วง วัตถุ 2
ชิ้นน้ำหนักไม่เท่ากันจะตกถึงพื้นด้วยความเร็วขนาดที่ทำลายทรัพย์สินได้มากที่สุดเท่าๆกัน
7. ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อหนังสือ หนังสือปกสวย เนื้อในมักห่วย
หนังสือปกขี้เหร่
เนื้อในห่วยกว่า
8. กฎห้ามพูด คนไทยรู้จักกฎนี้ดี จนมีสุภาษิตว่า
"เข้าป่าอย่าเรียกหาเสือ" กฎมีว่า ทันทีที่คุณพูดแสดงความคาดหวัง
ถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหา และถ้าหวังสิ่งดี สิ่งเลวก็จะมาหา
9. กฎของโฮว์ (Howe's Law) มนุษย์ทุกคนมักจะทำอะไรไม่สำเร็จ
10. กฎของไซเมอร์กี้
ถ้าคุณรื้อชิ้นส่วนออกมาประกอบใหม่จะมีน็อตเหลือเสมอ
11. ข้อสังเกตของอีตัวร์ รถเลนข้างๆ มักเคลื่อนตัวดีกว่าเลนของเรา
12. กฎการแก้ปัญหา ในปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นอุปสรรคให้เราแก้
มักมีปัญหาเล็กๆ อยู่ภายในซึ่งพร้อมจะขยายตัว
แทนที่ทันทีที่ปัญหาใหญ่ได้รับการแก้ไขลุล่วง
13. กฎทอง คนมีทองคือคนออกกฎ
14. ธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์เรามีสองประเภทประเภทแรก
คือ
คนที่ชอบแยกคนเป็นสองจำพวก ประเภทที่สอง คือ คนที่รังเกียจพวกแรก
15. กฎยิ่งน้อยยิ่งดีของซีกัล คนที่มีนาฬิกาเรือนเดียว
จะรู้เวลาแน่นอน คนที่มีนาฬิกาเพิ่มมาอีกเรือน จะไม่แน่ใจว่า
เวลาใดถูกต้อง
16. กฎการใช้เวลาเหลื่อมล้ำ การเริ่มต้นงานเป็นสิ่งยาก เพราะงาน 90 %
แรก จะกินเวลาไปถึง 90% ของเวลาในโครงการ ส่วนงาน 10%
ที่เหลือจะกินเวลาอีก 90% ของเวลาในโครงการ
17. กฎของโอ'รีลลี สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ คือ
การทำโต๊ะทำงานให้สะอาด
18. กฎของลีเบอร์แมน นักการเมืองทุกคนโกหก
แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครฟังใคร
19. กฎน้ำพริกถ้วยเก่า
เสื้อผ้าตัวเก่งจะเก่าซอมซ่อทันทีที่เราได้ตัวใหม่
20. ข้อเท็จจริงขององค์กร
ในทุกหน่วยงานมักมีพนักงานคนหนึ่งและคนเดียว
ที่มองเห็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กร และคนๆ นี้จะถูกไล่ออกเสมอ
21. กฎการโต้เถียง คนที่พูดน้อยคือคนที่รู้มาก
22. กฎการทำงานเป็นทีม เมื่องานยุ่งยาก ทุกคนผละหนี
23. กฎการมองโลก มนุษย์ สามสิบคนในร้อยคน ชอบมองโลกในแง่ร้าย
ที่เหลือมองร้ายกว่า

24.กฏการประกันภัย 1.เวลาขับรถ มักจะเจออุบัติเหตุรถชน

ในวันที่ประกันชั้น 1 หมดอายุได้ 1 วัน

ขอเพิ่มอีกข้อ

กฎของ...อัมโมสกี้

 - คนที่คุณหลงรัก....มักจะไม่สนใจคุณ

  และ คนที่คุณไม่สนใจ มักจะมาหลงรักคุณ

- ผู้หญิงสวยมักมีแฟนแล้ว

- เวลาคุณหัวเราะ คือเวลาเดียวกะที่คุณยิ้ม

 

 

9月11日

คิดถึงใครบางคน

            หม่ามี๊เคยบอกไว้ว่า เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ณ ช่วงเวลานั้น สุดท้ายเมื่อเราโตขึ้นเราก็จะมองมันเป็นแค่โมเมนต์เล็กๆในชีวิต แล้วอาจจะหัวเราะให้กับเรื่องที่เราเคยเศร้ามากๆเลยก็ได้ ซึ่งเราคิดว่าเรารู้อารมณ์ตรงนั้นแล้วนะ เมื่อสี่เดือนที่ผ่านมา เคยมองว่าเรื่องที่เพิ่งจบไปเป็นเรื่องใหญ่โตมาก เศร้าสร้อยกะชีวิตมาก พยายามหาคำตอบให้กับชีวิตมากๆๆ ว่าผิดพลาดตรงไหน หรือว่าเหตุกะผลมันคืออะไรกันแน่ พยายามประชดชีวิตแบบเงียบๆ โดยที่ภายนอกพยายามยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และคิดว่าสักวันต้องได้กลับคืนมา ทั้งๆที่รู้ว่ายังไงความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม ความจริงคือตัวเราเองนั่นแหละที่ไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น คนเรานะ ถ้ายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ คำว่า "ทำใจได้" ก็จะไม่ยากเลยนะ
 
            มาวันนี้บอกได้เลยว่า ต้องขอบใจนะที่เกิดเรื่องราวต่างๆนั้นขึ้นมา ทำให้เราเริ่มที่จะหันมองจุดบกพร่องของตัวเองชัดขึ้นและแสดงความรักกับคนรอบข้างโดยเฉพาะคนในครอบครัวมากขึ้น
 
ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ คงไม่ได้ยินจากป๋า เลยว่า เรื่องมันนิดเดียวเองนะลูก ป๋ารักลูกและอยู่กับลูกตรงนี้นะ
ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ คงไม่ได้ยินจากมี๊ เลยว่า มันเป็นแค่โมเมนต์เล็กนะลูก ถ้าผ่านไปได้ เราจะยิ้มกับชีวิตมากขึ้น
ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ คงไม่ได้เห็นพี่เราเสียน้ำตา แล้วบอกว่าปล่อยมันไปเหอะ (และเสียเงิน สามพันกว่า ค่าเครื่องบิน ฮ่าๆๆๆ)
ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ คงไม่ได้ยินพี่คนที่สองถามว่า เป็นไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง
ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ คงไม่ได้ยินจากจุกว่า เอาน่าเด๋วก็ผ่านไปได้ เรื่องนิดเดียวเอง เธอสวยอยู่แล้ว (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)
ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ คงไม่ได้ยินจากครูวีรภาว่า กลับมาหาอ้อมอกครูนะลูก
 
แปลกมั้ยค่ะ ที่ทำไมคนรอบข้างตัวคุณดีมากมายกะคุณขนาดนี้แต่คุณเพิ่งมามองเห็นเมื่อคุณได้ผ่านเรื่องอะไรแย่ๆๆมา หรือเพราะว่าเพิ่งมาใส่ใจกะสิ่งที่คนรอบข้างทำเพื่อเรากันแน่
 
ที่ลืมไม่ได้เลย คืออีกสามคนที่รักมากๆๆเหมือนกัน เพราะทั้งสามคนต้องมานั่งฟังเราบ่นพรรณนาผ่านทางโทรศัพท์ ร้องไห้บ้าบอ หรือว่าผ่านเอ็มเอสเอน คือ คนแรกเพื่อนยากไอเชี่ยนิว ที่รู้เรื่องคนแรก โทรมาไม่รู้กี่หน แล้วบอกเราว่ากูเป็นห่วง เลยโทรมา มีอะไรโทรมาได้ตลอดนะ ไอ้เราก็โทรไปเลยตีสาม ตี่สี่ ตี่ห้า อยู่สองสามวันอ่ะ ร้องไห้บ้าบอกะไอนิวไม่รู้เท่าไหร่  คนที่สองคือ ไอเอ็ม เพื่อนที่เห็นหน้าป่องๆกันมาตั้งแต่อนุบาล คนที่สามารถเล่าอะไรก็ได้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ขอบใจจริงๆนะ คนสุดท้าย แม้เธอจะอยู่ไกลหน่อย แต่กำลังใจจากเธอนี่ดีจริงๆ นังย่อง ดูโอ มหากาฬ ขอบใจสำหรับคำปลอบบใจที่มีค่ามากๆ กะแผนการบ้าบอที่คิดกันแล้วทำให้เราหัวเราะได้ รักมากนะ
 
ยังไม่จบ ยังมีอีกคนนึงที่ทำให้เรื่องนี้จบไม่ได้ ถ้าไม่ได้พูดถึง พ่อหมีไง คนที่เมื่อสามเดือนก่อนเราเป็นแค่คนแปลกหน้า และหน้าแปลกของทั้งคู่ คนที่เรื่องราวนัดบอดเกิดขึ้นมาได้ เพราะความบ้าบิ่นของทั้งสองฝ่าย คนที่ยืนเกาศีรษะหน้ารถไฟฟ้าใต้ดินสาขาอโศก กะผู้หญิงบ้าบอคนนึงที่หอบข้าวของเยอะมาก แล้วต่างฝ่ายต่างไม่เคยเจอกันมาก่อน เรื่องราวขำๆ เคล้าน้ำตาจึงเกิดขึ้น ไว้จะมาเล่าให้ฟังกันต่อคราวหน้านะ